SPCG เชื่อรายได้ปี 64โต 10%มาที่ 5.5 พันลบ.,โซลาร์ในญี่ปุ่น COD Q3/66 ตามแผน

นางวันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสพีซีจี (SPCG) เปิดเผยผว่า บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโตราว 10% หรือประมาณ 5,500 ล้านบาท จากการเดินหน้าทุกโครงการอย่างต่อเนื่อง ทั้งโซลาร์ฟาร์ม และ โซลาร์รูฟ ซึ่งในไตรมาส 2/64 ลูกค้าก็ได้ให้ความสนใจพร้อมติดตั้งผลิตภัณฑ์ของบริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด (SPR)

ขณะที่โครงการโซลาร์ฟาร์มที่ประเทศญี่ปุ่น มีความคืบหน้ามาก โดยเฉพาะโครงการ Tottori Yonago Mega Solar Power Plant กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ ได้ผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ไปแล้ว ตั้งแต่ปี 61 และบริษัทได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลไปแล้ว 3 งวด หรือ 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะเมื่อปีที่ผ่านมา ได้รับประมาณ 16.4 ล้านบาท และมั่นใจว่าปีนี้ยังคงได้รับผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่องต่อไป

ด้านโครงการโซลาร์ฟาร์ม Ukujima Mega Solar Project ขนาดกำลังการผลิตรวม 480 เมกะวัตต์ SPCG ถือหุ้น 17.92% ยังเดินหน้างานก่อสร้างตามปกติ แม้จะล่าช้าไปบ้างในช่วงวิกฤตโควิด แต่ปัจจุบันทางญี่ปุ่นได้เร่งเดินหน้างานก่อสร้าง และน่าจะเริ่มผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ COD ได้ราวไตรมาส 3/66 ตามแผนงานเดิม ส่วนเงินทุนงวดที่ 3 ที่จากตามกำหนดการเดิมจะต้องใส่เข้าไปราวสิ้นปีที่แล้ว บริษัทยังยืนยันที่จะใส่เงินทุนงวด 3 ตามสัญญาความก้าวหน้าโครงการ

อย่างไรก็ตาม SPCG ยังคงมุ่งมั่นรักษาสิ่งแวดล้อม และเดินหน้าช่วยลดสภาวะโลกร้อนเทียบเท่ากับลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของโลกประมาณ 200,000 ตัน CO2 ต่อปี จากการดำเนินงานโซลาร์ฟาร์ม 36 โครงการ รวมกำลังการผลิตกว่า 260 เมกะวัตต์

สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 1/64 บริษัทฯ มีรายได้รวมจากการขายและให้บริการราว 1,172.7 ล้านบาท ลดลง 19% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อน ที่ทำได้ 1,454.7 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 782.3 ล้านบาท ลดลง 7% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 837.8 ล้านบาท เป็นผลจากเงินอุดหนุนส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) จำนวน 8 บาทต่อหน่วยของ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (สกลนคร 1) จำกัด กำลังผลิตราว 7.46 เมกะวัตต์ ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 9 ก.พ.64 และแม้ค่าแอดเดอร์จะหมดไป แต่บริษัทยังคงได้รับรายได้จากการขายไฟในอัตราค่าไฟฐาน (Base Tariff) ตามปกติ

นอกจากนั้นบริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ SPG บริษัทในเครือ SPCG ผู้นำด้านการออกแบบและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) มีรายได้ที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน เหตุจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ลูกค้าชะลอการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof)

บริษัทฯ จึงปรับแผนงานขายและกลยุทธการตลาดใหม่ ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ โดยเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยชูนโยบายช่วยลูกค้าลดต้นทุนดำเนินงานด้วยการประหยัดค่าไฟ ทำกำไรได้เพิ่มขึ้น และได้รับงานบริการหลังการขายที่ดี ในขณะเดียวกัน SPCG ยังคงเดินหน้านโยบายปรับลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการต้นทุนด้านต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุน O&M (Operating & Maintenance) สำหรับธุรกิจโซลาร์ฟาร์มทั้งในปัจจุบันและอนาคตลดลงอย่ามีนัยสำคัญ เพื่อเป็นการเสริมสร้างสภาพคล่องและรักษากำไรของบริษัท

Source : RYT9

Back to top button