เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม2569 ณ ห้องอินฟินิตี้ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์
กองบรรณาธิการ มติชน จัดสัมมนาพิเศษในหัวข้อ
New Energy for Thailand เปลี่ยนผ่านพลังงานเดิมพันอนาคตไทย
โดยมีการเสวนาในหัวข้อ SMR พลังงานสะอาดสู่ความมั่นคงทางพลังงานไทย? ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย
นายเอกรัฐ สมินทรปัญญา ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงานโรงไฟฟ้า กฟผ. , ศ.ดร.สมบูรณ์ รัศมี หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ นายศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลยอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด
ดำเนินรายการโดย นายบัญชา ชุมชัยเวทย์











เนื้อหาข่าวเพิ่มเติมจาก เดลินิวส์
ทางออกหรือความเสี่ยง? เจาะลึก SMR ทางเลือกใหม่พลังงานไทย พร้อมเดิมพัน 10 ปีเตรียมระบบ
ปี 2024 กลายเป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันไทยกำลังเจอกับอีกโจทย์ที่ใกล้ตัวขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือความผันผวนของราคาพลังงานนำเข้า โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี (LNG) ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามโดยตรง
ราคาที่เคยอยู่ราว 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เคยพุ่งขึ้นไปมากกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน และปัจจุบันยังเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 20 กว่าดอลลาร์สหรัฐ ต้นทุนดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าไฟฟ้าและทำให้การวางแผนพลังงานของประเทศมีความเสี่ยงมากขึ้น ขณะเดียวกันไทยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050
ด้วยโจทย์สองด้าน ทั้งเรื่องความมั่นคงของพลังงานและการลดคาร์บอน ‘SMR’ หรือเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor) จึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ถูกจับตาสำหรับระบบพลังงานไทย โดยเฉพาะการนำไปใช้กับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการทั้งไฟฟ้าและความร้อน
ประเด็นเหล่านี้ถูกนำมาถกกันในเวทีเสวนาหัวข้อ ‘SMR : พลังงานสะอาดสู่ความมั่นคงทางพลังงานไทย?’ หนึ่งในไฮไลต์ของงานสัมมนาพิเศษ ‘NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย’ จัดโดยเครือมติชน โดยมีผู้แทนจาก กฟผ. ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และจีพีเอสซี ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงโอกาส ข้อจำกัด และสิ่งที่ไทยต้องเตรียมก่อนถึงวันที่ต้องตัดสินใจเรื่อง SMR
อุตสาหกรรมต้องการมากกว่าไฟฟ้า
‘นที สิทธิประศาสน์’ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองย้อนกลับไปที่โครงสร้างระบบไฟฟ้าไทยในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งให้ความสำคัญกับความมั่นคงของระบบเป็นหลัก ภายใต้ระบบผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียว รัฐเป็นผู้ควบคุมและรับซื้อไฟฟ้า ขณะที่ภาคเอกชนยังไม่สามารถซื้อขายไฟฟ้ากันเองได้โดยตรง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดและเข้าใจง่ายที่สุดคือโรงเรียนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ เมื่อเข้าสู่ช่วงปิดเทอม ความต้องการใช้ไฟลดลง ไฟฟ้าที่ผลิตได้จึงอาจเหลือทิ้ง เพราะไม่สามารถต่อสายส่งไปขายให้บ้านเรือนหรือโรงงานที่อยู่ใกล้กันได้
สำหรับภาคอุตสาหกรรม นที กล่าวว่าโจทย์พลังงานมีความซับซ้อนกว่าภาพรวมทั่วไป เนื่องจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต้องใช้ทั้งกระแสไฟฟ้าและไอน้ำ สายส่งไฟฟ้าสามารถส่งไฟได้ไกล ขณะที่ไอน้ำไม่สามารถส่งผ่านระบบเดียวกันในระยะทางไกล โรงไฟฟ้าที่อยู่ในนิคมฯ จึงต้องผลิตพลังงานทั้งสองรูปแบบอยู่ใกล้กับพื้นที่ใช้งาน ปัจจุบันโรงไฟฟ้าลักษณะนี้ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก จึงมองว่า SMR มีโอกาสเข้ามารองรับความต้องการดังกล่าว เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าพร้อมไอน้ำสีเขียวในปริมาณที่เหมาะกับภาคอุตสาหกรรม
อีกความเสี่ยงหนึ่งมาจาก LNG นำเข้า หลังปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงต่อเนื่อง ราคาจึงกลายเป็นตัวแปรที่ควบคุมได้ยาก ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่จึงมีแนวทางให้โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ใช้ระบบดักจับคาร์บอนพึ่งพาก๊าซจากอ่าวไทย และนำแอลเอ็นจีไปใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการนำมาเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
นที กล่าวต่อไปว่า แม้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมีต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ดี แต่เมื่อเพิ่มสัดส่วนเข้าสู่ระบบมากขึ้น รัฐต้องลงทุนในสายส่งและแบตเตอรี่เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของการผลิต ต้นทุนส่วนนี้เรียกว่าต้นทุนการบูรณาการระบบ ขณะเดียวกันยังต้องพิจารณาภาษีคาร์บอนและต้นทุนระบบดักจับคาร์บอนของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติด้วย
จากการศึกษาดูงานในประเทศจีน คณะทำงานพบว่ากลุ่มบริษัทพลังงานขนาดใหญ่กำลังก่อสร้าง SMR จำนวน 6 ยูนิตบริเวณชายฝั่ง เพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ ขณะที่ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทยเปิดทางให้มี SMR ขนาด 300 เมกะวัตต์ในช่วง 5-10 ปีแรก และอาจขยายไปถึง 9,000 เมกะวัตต์ในระยะ 15 ปี โดยสามารถปรับตัวเลขตามความเหมาะสมได้

ไทยต้องใช้เวลาเลือกให้รอบคอบ
ด้าน‘ศ.ดร.สมบูรณ์ รัศมี’ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ถูกใช้งานมานานกว่า 80 ปี จากจุดเริ่มต้นด้านการทหารและเรือดำน้ำ ก่อนพัฒนามาเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่กว่า 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลก
สำหรับ SMR นั้น ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ (International Atomic Energy Agency) กำหนดขนาดไว้ไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ แต่ผู้พัฒนาทั่วโลกกำลังออกแบบไว้หลายขนาด ตั้งแต่ 50, 100, 150 ไปจนถึง 470 เมกะวัตต์
แนวคิดของ SMR อยู่ที่การทำให้โรงไฟฟ้ามีขนาดเล็กลงและแบ่งเป็นโมดูล สามารถนำหลายยูนิตมาต่อรวมกันได้ คล้ายการนำแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้ามาต่อกัน หากต้องการกำลังผลิตมากขึ้นก็เพิ่มจำนวนยูนิตได้ และเมื่อถึงเวลาซ่อมบำรุงก็สามารถหยุดทีละยูนิต โดยไม่จำเป็นต้องหยุดทั้งโรงไฟฟ้า
ศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าวว่าอีกจุดหนึ่งคือการผลิตชิ้นส่วนจากโรงงาน แล้วนำมาประกอบในพื้นที่ก่อสร้าง ต่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาสร้างนาน ตัวอย่างในฟินแลนด์ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 15 ปี ขณะที่ SMR ถูกออกแบบให้ใช้กระบวนการผลิตแบบอุตสาหกรรม และเมื่อมีการผลิตต่อเนื่อง ต้นทุนมีโอกาสลดลงตามประสบการณ์และปริมาณการผลิต แม้ช่วงเริ่มต้นต้นทุนยังสูงอยู่
เทคโนโลยีเหล่านี้ยังนำไปใช้ผลิตความร้อนอุณหภูมิสูงได้ตั้งแต่ 100 ถึง 800-900 องศาเซลเซียส ซึ่งมีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมหนัก ทั้งการหลอมเหล็กและการผลิตไฮโดรเจนสะอาด ปัจจุบันทั่วโลกมีการออกแบบ SMR อยู่ประมาณ 70-80 เทคโนโลยี โดยคาดว่าจะมี 2-3 เทคโนโลยีเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ก่อน และเพิ่มเป็นราว 10 เทคโนโลยีที่มีความพร้อมมากขึ้นในอีก 10 ปี
ด้วยเหตุนี้ การใส่ SMR ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าจึงเปรียบเสมือนการ ‘ซื้อสิทธิ์ในการเลือก’ ให้ไทยมีเวลาติดตามเทคโนโลยีและเลือกแบบที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุดในอนาคต ช่วงเวลาที่ต้องใช้เตรียมประเทศอย่างน้อย 10 ปี ครอบคลุมการออกกฎหมายเฉพาะ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างวิศวกรนิวเคลียร์รุ่นใหม่
กฟผ. เดินหน้า 5 ขั้น
ขณะที่ ‘เอกรัฐ สมินทรปัญญา’ ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงานโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ. วาง SMR ไว้เป็นโรงไฟฟ้าฐานที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยเทคโนโลยีรุ่นใหม่มีระบบความปลอดภัยเชิงรับ หรือพาสซีฟ เซฟตี้ (Passive Safety) ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถทำงานได้แม้เกิดเหตุไฟฟ้าดับ หากระบบไฟฟ้าถูกตัด ระบบจะอาศัยแรงโน้มถ่วงปล่อยน้ำจากถังเก็บที่อยู่สูงลงมาหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์โดยอัตโนมัติ ช่วยลดความเสี่ยงที่แกนปฏิกรณ์จะหลอมละลาย และไม่ต้องพึ่งปั๊มไฟฟ้าหรือการควบคุมจากคนในทันที
สำหรับแผนของ กฟผ. แบ่งการทำงานออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เตรียมโครงการ ศึกษาเทคโนโลยี กฎหมาย และสิ่งแวดล้อม สำรวจพื้นที่ที่ปลอดภัยจากแผ่นดินไหวและอยู่ใกล้ระบบสายส่ง พร้อมเตรียมบุคลากรและบรรจุ SMR ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า, ระยะที่ 2 ศึกษาความเหมาะสมและขออนุมัติโครงการ เมื่อรัฐบาลมีนโยบายเห็นชอบ จึงจัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและขอใบอนุญาตติดตั้งและก่อสร้าง, ระยะที่ 3 ก่อสร้าง คาดว่าใช้เวลาประมาณ 5-6 ปี ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือก, ระยะที่ 4 เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ โดย SMR มีอายุใช้งานราว 60-80 ปี และระยะที่ 5 รื้อถอนและฟื้นฟูพื้นที่ตามมาตรฐานสากล
ปัจจุบัน กฟผ. ตั้งคณะทำงานพัฒนา SMR และอยู่ระหว่างว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพ พร้อมลงนามความร่วมมือกับภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพันธมิตรจากเกาหลีใต้ จีน และสหรัฐอเมริกา รวมถึงทำงานร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เพื่อพัฒนาบุคลากร ทั้งการยกระดับทักษะวิศวกรเดิม รับวิศวกรนิวเคลียร์รุ่นใหม่ และส่งบุคลากรไปฝึกอบรมต่างประเทศ

มาบตาพุดต้องการไอน้ำสีเขียว
‘ศิริเมธ ลี้ภากรณ์’ ผู้จัดการใหญ่และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC กล่าวว่า มาบตาพุดเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีทั้งโรงกลั่น ปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์ ซึ่งใช้พลังงานในปริมาณสูง ภาคธุรกิจเหล่านี้ต้องเร่งลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
GPSC จึงมองโจทย์ผ่านกรอบ ‘3 ด้านของพลังงาน’ (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงของระบบ ราคาที่เข้าถึงได้ และสิ่งแวดล้อม ก๊าซธรรมชาติมีข้อดีด้านการจ่ายไฟต่อเนื่องและราคา ขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีจุดแข็งเรื่องความสะอาดและต้นทุน แต่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ส่วน SMR สามารถเดินเครื่องต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ และมีโอกาสคุ้มค่าในระยะยาวเมื่อเกิดการประหยัดต่อขนาด
สำหรับภาคอุตสาหกรรม สิ่งที่ต้องการนอกเหนือจากไฟฟ้าคือ ‘ไอน้ำสีเขียว’ เนื่องจากกระบวนการผลิตจำนวนมากต้องใช้ความร้อนควบคู่กับไฟฟ้า SMR ขนาดเล็กจึงเหมาะกับความต้องการลักษณะนี้ เพราะผลิตไอน้ำในปริมาณที่จัดการได้ง่าย นอกจากนี้ SMR บางรุ่น เช่น เทคโนโลยีรุ่นที่ 4 ที่ใช้เกลือหลอมเหลวเป็นสารระบายความร้อน ยังให้ความร้อนระดับสูงที่เหมาะกับอุตสาหกรรมเคมีและโรงกลั่นได้ด้วย
นอกจากนี้ยังร่วมมือกับบริษัทซีบอร์ก เทคโนโลยีส์ จากเดนมาร์ก เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของ SMR บนเรือลอยน้ำ ผลการศึกษาพบว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ โดยเรือหนึ่งลำมีอายุใช้งาน 24 ปี และเปลี่ยนเชื้อเพลิงทุก 12 ปี ขณะที่โรงไฟฟ้า SMR ลอยน้ำแห่งแรกของโลกกำลังก่อสร้างในเกาหลีใต้ โดยความร่วมมือของซีบอร์ก โดซาน ซัมซุง เฮฟวี อินดัสตรีส์ และเคเอชเอ็นพี และมีกำหนดเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2034
ในส่วนของ SMR บนบก คณะกรรมการของ GPSC ได้ศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าที่เมืองฉือเต่า มณฑลซานตง ประเทศจีน ซึ่งเริ่มเดินเครื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม 2023 มีกำลังผลิต 210 เมกะวัตต์ จากเตาปฏิกรณ์ขนาด 105 เมกะวัตต์จำนวน 2 ยูนิต และใช้ก๊าซฮีเลียมเป็นสารระบายความร้อนแทนน้ำ
ภาพที่ผู้ร่วมเสวนานำเสนอจึงชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การตัดสินใจเรื่อง SMR ของไทยยังไม่ใช่เรื่องของการสร้างโรงไฟฟ้าในทันที สิ่งที่ต้องทำก่อนคือเตรียมกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และระบบกำกับดูแลให้พร้อม โดยประเทศไทยต้องผ่านการประเมินโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ 19 ข้อของไอเออีเอ และต้องใช้เวลาเตรียมระบบอย่างน้อย 10 ปี
ช่วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสให้ไทยติดตามว่าเทคโนโลยีใดจะมีความพร้อมจริงในเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมก็ต้องเดินหน้าหาทางลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะความต้องการไฟฟ้าและไอน้ำสะอาด หากเตรียมการตั้งแต่วันนี้ วันที่ต้องเลือกเทคโนโลยีในอนาคต ไทยจะมีข้อมูล บุคลากร และกติกาที่พร้อมรองรับการตัดสินใจมากขึ้น
ที่มา: https://www.dailynews.co.th/news/6146695/
เนื้อหาข่าวเพิ่มเติมจาก ประชาชาติธุรกิจ
ไทยจัดทัพเดินหน้า SMR ย้ำจุดเด่น ‘มั่นคง-สะอาด-เสถียร’
การนำเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์หรือ SMR (Small Modular Reactor) เข้าบรรจุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่รัฐบาลต้องการเปิดทางเลือกเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอีก 10-20 ปีข้างหน้าในวันที่ประเทศต้องสร้างแหล่งพลังงานสะอาดขึ้นมาทดแทนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในเวทีเสวนา “SMR : พลังงานสะอาดสู่ความมั่นคงทางพลังงานไทย” จัดโดยเครือมติชนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากูรูทั้ง 4 ได้ฉายภาพให้เห็นถึงอนาคตและความจำเป็นที่พลังงานไทยเผชิญแรงกดดันจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เริ่มที่ 300 เมกะวัตต์ก่อน
นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หนึ่งในคณะจัดทำแผน PDP อธิบายว่า ระบบไฟฟ้าของไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี แต่บริบทในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก วันนี้ผู้ประกอบการต้องการพลังงานสะอาดควบคู่ไปกับความมั่นคงของระบบ เพราะสินค้าไทยต้องแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับการปล่อยคาร์บอนต่
อีกปัจจัยสำคัญคือ ความเสี่ยงจากการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะการนำเข้า LNG ซึ่งมีต้นทุนผันผวนตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม ทำให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าไม่สามารถคาดการณ์ได้ในระยะยาว SMR จึงถูกเสนอให้เป็นทางเลือกสำหรับทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพราะสามารถผลิตทั้งไฟฟ้าและพลังงานความร้อนหรือไอน้ำสำหรับกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงงานจำนวนมากต้องการใช้งานควบคู่กัน โดยช่วงแรกจะเริ่มจาก “กำลังผลิตประมาณ 300 เมกะวัตต์” ก่อนทยอยเพิ่มในระยะต่อไป หากเทคโนโลยีได้รับการพิสูจน์ว่า มีความเหมาะสมทั้งด้านต้นทุนและความปลอดภัย
ชี้เทคโนโลยี “โมดูลาร์” ดีสุด
ศ.ดร.สมบูรณ์ รัศมี หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ SMR คือคำว่า Modular หรือการออกแบบเป็นโมดูลที่สามารถประกอบเพิ่มกำลังผลิตได้ตามความต้องการ คล้ายการต่อแบตเตอรี่หลายชุดเข้าด้วยกัน ข้อดีอีกประการ คือ การผลิตอุปกรณ์ในโรงงานมาตรฐานก่อนนำไปติดตั้งหน้างานช่วยลดระยะเวลาก่อสร้าง เพิ่มคุณภาพการผลิต และมีโอกาสลดต้นทุนเมื่อมีการผลิตจำนวนมากในอนาคต ทั้งนี้ ยอมรับว่า ปัจจุบันต้นทุนของ SMR ยังอยู่ในระดับสูง จึงต้องติดตามพัฒนาการของเทคโนโลยีอีกหลายปี ก่อนที่จะสามารถตัดสินใจได้ว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่
นอกจากนี้ SMR ยังมีเทคโนโลยีหลายรูปแบบ ทั้งแบบใช้น้ำ ก๊าซ หรือเกลือหลอมเหลวเป็นตัวหล่อเย็น ซึ่งสามารถผลิตความร้อนในระดับอุณหภูมิที่แตกต่างกัน รองรับทั้งการผลิตไฟฟ้า การผลิตไฮโดรเจน และการใช้งานในอุตสาหกรรมที่ต้องการความร้อนสูง ปัจจุบันทั่วโลกมีการพัฒนา SMR หลายสิบเทคโนโลยี แม้จะมีเพียงไม่กี่แบบที่กำลังเข้าสู่เชิงพาณิชย์ แต่ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีเทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์มากขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด และการใส่ SMR ไว้ในแผน PDP เป็นการ “ซื้อทางเลือก” เพื่อให้ประเทศมีเวลาพัฒนากฎหมาย บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี วันนี้ประเทศจึงต้องเริ่ม ไม่เช่นนั้นอาจไม่ทันต่อความต้องการ
กฟผ. วาง 5 ระยะสร้าง SMR
นายเอกรัฐ สมินทรปัญญา ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงานโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า กฟผ.มองว่า SMR มีจุดเด่นหลายด้าน ทั้งการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โดยไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ การผลิตอุปกรณ์ในโรงงานยังช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ดี ขนส่งและติดตั้งได้รวดเร็วกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม ในด้านความปลอดภัย กฟผ.ระบุว่า SMR รุ่นใหม่ใช้ระบบ Passive Safety ซึ่งออกแบบให้สามารถหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ได้โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของน้ำที่กักเก็บไว้ แม้ในกรณีที่ระบบไฟฟ้าหยุดทำงานหรือเกิดไฟฟ้าดับ จึงช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัยเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในอดีต
สำหรับแผนการพัฒนา กฟผ.แบ่งออกเป็น 5 ระยะ เริ่มจากการศึกษาความเป็นไปได้ ครอบคลุมการประเมินเทคโนโลยี ความเหมาะสมของพื้นที่ กฎหมาย ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ โดยปัจจุบัน SMR ได้ถูกบรรจุไว้ในร่างแผน PDP แล้ว ถือเป็นก้าวแรก ระยะที่สองจะเป็นการศึกษารายละเอียดเชิงลึก การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการขออนุมัติรวมถึงใบอนุญาตต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่ระยะก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 5-6 ปี ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือกใช้ หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ระยะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ โดย SMR มีอายุการใช้งาน 60-80 ปี ยาวนานกว่าโรงไฟฟ้าฟอสซิลทั่วไป ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการรื้อถอนตามมาตรฐานเมื่อสิ้นสุดอายุโครงการ
ปัจจุบัน กฟผ.ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และการพัฒนาบุคลากร พร้อมว่าจ้างที่ปรึกษาศึกษาพื้นที่ที่มีศักยภาพสำหรับการก่อสร้าง โดยพิจารณาพื้นที่ที่มีความปลอดภัย ไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย และสามารถเชื่อมต่อกับระบบสายส่งไฟฟ้าที่มีอยู่ ขณะเดียวกัน กฟผ.ยังเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรจากต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การกำกับดูแล และการพัฒนาบุคลากร อีกภารกิจสำคัญคือ การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สังคม กฟผ.มองว่าโครงการ SMR ต้องใช้เวลาดำเนินการมากกว่า 10 ปี จึงจำเป็นต้องเริ่มสร้างการรับรู้ตั้งแต่วันนี้
GPSC เล็งเทคโนโลยีจาก 3 ปท.
นายศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC มองว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่าง 3 เป้าหมาย ได้แก่ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ราคาที่แข่งขันได้ และการลดการปล่อยคาร์บอน แม้พลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมจะมีต้นทุนลดลงมาก แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องความต่อเนื่อง ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซมั่นคงแต่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก SMR จึงเป็นเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ทั้ง 3 ด้านพร้อมกัน เพราะเดินเครื่องได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ และมีศักยภาพที่จะมีต้นทุนแข่งขันได้เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาเต็มที่
GPSC ยังเห็นว่าจุดแข็งสำคัญของ SMR คือ การผลิตไอน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นความต้องการสำคัญของโรงงานในพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) บริษัทได้ติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทั้งในจีน เกาหลีใต้ และยุโรป เพื่อประเมินความเหมาะสมในเชิงเศรษฐศาสตร์และเทคโนโลยี ในระยะยาว GPSC มองว่า SMR จะไม่เพียงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า แต่ยังเป็นต้นทางของการผลิตไฮโดรเจนสะอาด น้ำจืดจากทะเล และสนับสนุนเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต
ที่มา: ไทยจัดทัพเดินหน้า SMR ย้ำจุดเด่น ‘มั่นคง-สะอาด-เสถียร’